31 ส.ค. 13 - เสรีภาพ และ กฎหมายป่าเถื่อน มาตรา 112



ประชาธิปไตยเป็นเรื่องอดทน อดกลั้น และการใช้เหตุใช้ผล
ถ้านักการเมืองเสพติดและเคยชินกับวิถีศักดินาอภิสิทธิชน
ไม่สามารถอดทน อดกลั้น กับระบอบที่ต้องยอมรับความคิดต่าง
พวกเขาจะกลายเป็นอันธพาลและเผด็จการทางการเมืองไปได้ในไม่ช้า

ประเทศไทยถูกปกครองด้วยอันธพาลและเผด็จการทางการเมืองมายาวนาน
เพราะโครงสร้างการเมืองมันโอบเอื้อและเกื้อหนุนให้กับวิถีศักดินาอภิสิทธิชน

จะทำให้ประชาธิปไตยเดินหน้าและไม่ถูกปล้นได้ตลอดเวลา
การเมืองไทย ต้องค่อยๆ ปลดล็อควิถีศักดินาอภิสิทธิชน

การศึกษาไทยต้องสอนให้คนในสังคมไม่ว่าจะมาจากชนชั้นไหน
เคารพสิทธิมนุษยชน และคนทุกคนไม่ว่าจากชนชั้นไหนนั้น "เท่ากัน"

เดินหน้าประเทศไทยแบบประนีประนอมกับศักดินา
ก็เท่ากับกดหัวคนส่วนใหญ่
ให้ยอมก้มหัวให้กับความอยุติธรรมกันต่อไป

* * *

สถาบันกษัตริย์ไทยนี่ไม่อ่อนไหวเอามากๆ กับกระแสโลกาภิวัตน์

ถ้าอ่อนไหว ก็คงไม่ของบเพิ่มกันทุกปีๆ ละสองสามพันล้านบาท จนปีนี้งบสำนักพระราชวังและโครงการพระราชดำริปาเข้าไปถึง 13,000 กว่าล้านบาทเช่นนี้

ถ้าอ่อนไหวบ้าง ก็คงจะประกาศขอลดงบสนับสนุนจากรัฐบาล และแสดงให้เห็นว่าได้พยายามยกเลิกวิถีชีวิตที่ฟุ่มเฟือยและมากพิธีรีตรอง

ถ้าอ่อนไหวบ้าง ก็คงจะค่อยๆ ปล่อยรายงานการใช้จ่ายออกมาให้สาธารณชนได้รับทราบบ้าง

ถ้าอ่อนไหวบ้าง ก็คงสั่งการให้ลดเรื่องการเกณฑ์คนไปรับหรือส่งเสด็จ หรือใช้ตำรวจหลายสิบนายไปรออารักขาหลายชั่วโมงก่อนที่ทุกพระองค์เสด็จทั้งงานหลวงและส่วนพระองค์

ถ้าเข้าใจความเดือดร้อนของคนเมืองหลวง ก็คงยกเลิกขบวนเสด็จ 10-20-30 คันและการปิดกั้นถนนทุกเส้นทางที่เสด็จผ่านทั่วราชอาณาจักร

ถ้าอ่อนไหวบ้างก็คงไม่เอาลูกหลานหรืออนุทั้งหลาย บรรจุเข้ารับราชการเพื่อกินเงินเดือนและสวัสดิการจากรัฐ

ถ้าอ่อนไหวกว่านี้ ก็คงจะไม่รับบริจาคในพระราชกุศลตามพระราชอัธยาศัย แต่เคารพจริยธรรมข้อเดียวกับนักการเมืองทั่วไปคือ ห้ามรับของบริจาคเกิน 3,000 บาท

ถ้าอ่อนไหวบ้าง ....และถ้าอ่อนไหวมากกว่านี้ ...

เขียนให้กับพระประมุขคนต่อๆ ไปของไทยด้วยฮะ

* * *
และที่สำคัญ ถ้าสถาบันกษัตริย์อ่อนไหวสักนิด
ก็คงส่งซิกกับทางรัฐบาลให้มีการ

แก้ไขมาตรา 112
และกำชับกับตำรวจและศาล
ให้ไม่มีการดำเนินคดีหมิ่นสถาบันพร่ำเพรื่อ
จนขายขี้หน้าชาวโลกกันเช่นนี้อย่างแน่นอน 

* * *  
ถ้าคน "เลิกรักสถาบันกษัตริย์" ทุกคนสามารถเขียนบรรยายถึงเหตุผลในการเลิกรักได้อย่างมีเหตุผลและน่าอ่านกันมากขึ้นเรื่อยๆ

สถาบันกษัตริย์ไทยหนาวแน่ๆ ล่ะ

จะ แกล้งหลับหูหลับตา และรู้สึกปลอดภัยอยู่เบื้องหลังกองทัพ พรรคอำมาตย์ ข้อกำหนด "อันล่วงละเมิดมิได้" ในรัฐธรรมนูญ และมาตรา 112 กันต่อไปไม่ได้แน่ๆ 

* * *


80 ปีแห่งการเมือง "ประชาธิปไตย"
คนทั้งประเทศถูกปิดหูปิดตาให้ไม่สามารถพูดคำว่า "ประชาธิปไตย" ได้อย่างถนัดปาก
และถูกทำให้พูดแต่คำว่า "... อันทรงมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข"
* * *

ที่แน่ๆ บทความ "ทำไมถึงไม่รักในหลวง"
เป็นบทความที่ทุกพระองค์ควรจะอ่านเป็นอย่างยิ่ง

และที่แน่ๆ คนเขียนบทความนี้ ไม่ควรถูกดำเนินคดี
และถูกออกหมายจับ!

บทความต้องห้ามนี้ถูก MICT กล่าวหาและคนเขียนถูกหมายจับ ...
จะอ่าน จะแชร์ ก็ระมัดระวังกันหน่อยนะฮะ 

* * *


เป็นเกียรติยศของตัวเองมากๆ ที่ถูก MICT ฟ้อง

เอกสารชิ้นเดียวที่มีตอนนี้เกี่ยวกับคดีตัวเอง

ในเอกสารระบุชัดนะฮะว่าผู้กล่าวหา คือ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร และวันที่ในเอกสารคือ 28 กุมภาพันธ์ 2556 (สมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์นะฮะ ... ดักคอไว้ก่อนสำหรับคนที่พยายามจะอ้างว่ารัฐบาลนี้ไม่เกี่ยว)

* * *

จริงๆ ถ้าการสอบสวนคดีของจรรยายุติ ไม่มีการส่งฟ้อง หรือถึงขั้นออกหมายจับ นี่ก็จะเป็นการดีที่สุด

แต่การมีหมายจับก็ชันเจนเหมืนอกันว่า ...

มันยังใช้เหตุผลไม่ได้ กับระบบตุลาการไทยในประเด็นเกี่

ยวกับเจ้า เกี่ยวกับมาตรา 112 หรือเรื่องพรบ.คอมพิวเตอร์

เมื่อมันเป็นเช่นนี้ก็ดี

จรรยาจะได้หาทางรณรงค์ยกเลิกมาตรา 112 กับนานาชาติอย่างจริงจังและเข้มข้นมากขึ้น

และพูดเรื่องความคิดเห็นเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ไทย เรื่องกฎหมายปิดปาก 112 เรื่องการเมืองไทย ให้มากขึ้นกว่าเดิม

สู้เต็มที่ฮะ
* * *

หลายครั้งหงุดหงิดเหมือนกันเวลาอ่านอะไรที่ต้องการจะชมใครโดยเฉพาะผู้นำจนเวอร์ โดยมีการหยิบยกประเด็นมาอ้างสนับสนุนประเด็นเดียว แล้วสรุปอย่างใหญ่โตว่า เพราะเขา/เธอเก่งยิ่งจึงทำเรื่องเช่นนี้ได้.

ไม่มีอะไร ... แค่เห็นสเตตัสหรือโพสต์เหล่านี้แล้ว ทำให้ฉุกคิดและใช้นำมาใช้เป็นอุทาหรณ์เตือนตัวเองได้ฮะ ว่า... อย่ารีบอนุมานและสรุปอะไรอย่างใหญ่โตหรือมากเกินเพื่อชเลียร์ใครสักคน.


 * * *

ปรัชญาของคนขบถ
ยิ่งพูดไม่ได้ ยิ่งห้ามพูด ยิ่งบอกว่าถ้าพูดจะถูกส่งเข้าคุก ยิ่งต้องพูด!!!